2007/Sep/18

.::บทที่1 เนื้อเยื่อสัตว์ (Animal Tissue)::.

.::เนื้อเยื่อประสาท (nervous tissue)::.

.::เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ (muscular tissue)::.

.::เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue)::.

.::เนื้อเยื่อบุผิว (epithelial tissue)::.

.::บทที่ 2 ระบบทางเดินอาหาร (Digestive system)::.

.::ผู้จัดทำ::.

2007/Sep/12

บทที่ 1

เนื้อเยื่อสัตว์

(Animal Tissue)

เนื้อเยื่อ (tissue) คือกลุ่มเซลล์ที่ร่วมกันทำหน้าที่เฉพาะ ซึ่งส่วนมากจะประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่มีขนาด รูปร่าง และการจัดระเบียบเป็นแบบเดียวกัน

สัตว์ชั้นสูงประกอบด้วยเซลล์ต่าง ๆ หลายชนิด แต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะอย่าง ดังนั้น เนื้อเยื่อ (tissue) จึงหมายถึง กลุ่มของเซลล์ที่มีลักษณะอย่างเดียวกันมารวมกัน เพื่อทำหน้าที่อย่างเดียวกัน ในอวัยวะใด ๆ ที่อยู่ภายในร่างกาย เนื้อเยื่อของสัตว์ชั้นสูง

เนื้อเยื่อในร่างกายของสัตว์ชั้นสูง แบ่งออกเป็น4 ประเภท คือ

1. เนื้อเยื่อบุผิว (epithelial tissue)
2. เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue)
3. เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ (muscular tissue)
4. เนื้อเยื่อประสาท (nervous tissue)

เนื้อเยื่อเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะออกไปเพื่อทำหน้าที่พิเศษอย่างหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสานอยู่ในอวัยวะของร่างกาย^^



2007/Sep/06

บทที่2
ระบบทางเดินอาหาร
(Digestive system)

ระบบย่อยอาหารเกี่ยวข้องกับการย่อยและการใช้ประโยชน์จากอาหารเมื่อสัตว์กินอาหารเข้าไปในร่างกายอาหารจะเคลื่อนที่ผ่านระบบทางเดินอาหาร(gastrointestinal tract หรือalimentary tract) ในขณะที่อาหารเคลื่อนที่ผ่านระบบทางเดินอาหารส่วนต่างจะเกิดการย่อยอาหาร(digestion) ทำให้โมเลกุลของอาหารมีขนาดเล็กลงจนกระทั่งสามารถดูดซึม(absorption) ผ่านเข้าระบบเลือดหรือระบบน้ำเหลืองเพื่อเข้าสู่ตับจากนั้นจึงถูกส่งไปในส่วนต่างของร่างกายเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

ส่วนประกอบของระบบย่อยอาหาร

การย่อยอาหารในปาก

ปากเป็นอวัยวะสำคัญเริ่มแรกสำหรับการย่อยอาหารทำหน้าที่เป็นทางเข้าอาหาร ภายในปากมีส่วนประกอบที่สำคัญคือลิ้น ฟันและต่อมน้ำลายการย่อยอาหารในปากจึงมีทั้งการย่อยเชิงกล โดยการบดเคี้ยวของฟัน และการย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์อะไมเลส เมื่ออาหารผ่านสู่กระเพาะอาหาร เอนไซม์อะไมเลสจะไม่ทำงานเพราะในกระเพาะอาหารมีกรดไฮโดรคลอริก (อะไมเลสทำงานได้ดีในสภาพเป็นกลาง หรือกรดเล็กน้อย และอุณหภูมิร่างกาย)


ฟัน


ฟัน (Teeth) ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง ถือว่าเป็นการย่อยเชิงกล ฟันของคนมี 2 ชุด คือฟันน้ำนม (Temporary Teeth) มี 20 ซี่ ซึ่งจะเริ่มงอกเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน และจะเริ่มหักหรือหลุดออกเมื่ออายุ 6 ปี ต่อจากนั้นจะมีฟันชุดที่ 2 คือ ฟันแท้ (Permanent Teeth) งอกขึ้นมาแทน ฟันแท้มีทั้งสิ้น 32 ซี่

ฟันแท้แบ่งออกเป็น 4 ชนิดตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่คือ


1. ฟันตัด (Incisor) เป็นฟันที่อยู่หน้าสุดของปากมีทั้งหมด 8 ซี่ ข้างล่าง 4 ซี่ ข้างบน 4 ซี่
2. ฟันฉีก (Canine) หรือที่เรียกว่าเขี้ยวช่วยในการฉีกอาหารอยู่ถัดจากฟันตัดเข้าไปมีทั้งหมด 4 ซี่
3. ฟันกรามหน้า (Premolar) เป็นส่วนที่อยู่ถัดเขี้ยวเข้ามาทางด้านในทั้งข้างล่างและข้างบน ช่วยในการบดอาหารให้ละเอียดทั้งหมด 8 ซี่
4. ฟันกรามหลัง (Molar) เป็นส่วนที่อยู่ในสุดมีทั้งหมด 12 ซี่ แต่บางคนอาจมีแค่ 8 ซี่เท่านั้น

ลิ้น


ลิ้น (Tongue) เป็นกล้ามเนื้อซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วในหลายทิศทาง ทำหน้าที่ช่วยในการกลืน ลิ้นทำหน้าที่ในการรับรสอาหาร เพราะที่ลิ้นมีปุ่มรับรส เรียกว่า Taste Bud อยู่ 4 ตำแหน่ง คือ
รสหวาน อยู่บริเวณปลายลิ้น
รสเค็ม อยู่บริเวณปลายลิ้นและข้างลิ้น
รสเปรี้ยวอยู่บริเวณข้างลิ้น
รสขม อยู่บริเวณโคนลิ้น

บริเวณของต่อมรับรสชนิดต่าง ๆ
ต่อมน้ำลาย
ต่อมน้ำลาย (Salivary Gland) เป็นต่อมมีท่อ ทำหน้าที่ผลิตน้ำลาย (Saliva) ต่อมน้ำลายของคน มีอยู่ 3 คู่คือ
1. ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual Gland) 1 คู่
2. ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง (Submandibulary Gland) 1 คู่
3. ต่อมน้ำลายข้างกกหู (Parotid Gland) 1 คู่
ต่อมน้ำลายทั้ง 3 คู่นี้ ทำหน้าที่สร้างน้ำลายที่มีน้ำย่อยอะไมเลส ซึ่งเป็นน้ำย่อยสารอาหารจำพวกแป้งอยู่ด้วย

การย่อยในปาก


เริ่มต้นจากการเคี้ยวอาหารโดยการทำงานร่วมกันของ ฟัน ลิ้น และแก้ม ซึ่งถือเป็นการย่อยเชิงกล ทำให้อาหารกลายเป็นชิ้นเล็กๆ มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับเอนไซม์ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันต่อมน้ำลายก็จะหลั่งน้ำลายออกมาช่วยคลุกเคล้าให้อาหารเป็นก้อนลื่นสะดวกต่อการกลืน เอนไซม์ในน้ำลาย คือ ไทยาลิน หรืออะไมเลสจะย่อยแป้งในระยะเวลาสั้นๆ ในขณะที่อยู่ในช่องปากให้กลายเป็นเดกซ์ทริน (Dextrin) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กกว่าแป้ง แต่ใหญ่กว่าน้ำตาล

คอหอยและการกลืน