2007/Sep/06

บทที่2
ระบบทางเดินอาหาร
(Digestive system)

ระบบย่อยอาหารเกี่ยวข้องกับการย่อยและการใช้ประโยชน์จากอาหารเมื่อสัตว์กินอาหารเข้าไปในร่างกายอาหารจะเคลื่อนที่ผ่านระบบทางเดินอาหาร(gastrointestinal tract หรือalimentary tract) ในขณะที่อาหารเคลื่อนที่ผ่านระบบทางเดินอาหารส่วนต่างจะเกิดการย่อยอาหาร(digestion) ทำให้โมเลกุลของอาหารมีขนาดเล็กลงจนกระทั่งสามารถดูดซึม(absorption) ผ่านเข้าระบบเลือดหรือระบบน้ำเหลืองเพื่อเข้าสู่ตับจากนั้นจึงถูกส่งไปในส่วนต่างของร่างกายเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

ส่วนประกอบของระบบย่อยอาหาร

การย่อยอาหารในปาก

ปากเป็นอวัยวะสำคัญเริ่มแรกสำหรับการย่อยอาหารทำหน้าที่เป็นทางเข้าอาหาร ภายในปากมีส่วนประกอบที่สำคัญคือลิ้น ฟันและต่อมน้ำลายการย่อยอาหารในปากจึงมีทั้งการย่อยเชิงกล โดยการบดเคี้ยวของฟัน และการย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์อะไมเลส เมื่ออาหารผ่านสู่กระเพาะอาหาร เอนไซม์อะไมเลสจะไม่ทำงานเพราะในกระเพาะอาหารมีกรดไฮโดรคลอริก (อะไมเลสทำงานได้ดีในสภาพเป็นกลาง หรือกรดเล็กน้อย และอุณหภูมิร่างกาย)


ฟัน


ฟัน (Teeth) ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้มีขนาดเล็กลง ถือว่าเป็นการย่อยเชิงกล ฟันของคนมี 2 ชุด คือฟันน้ำนม (Temporary Teeth) มี 20 ซี่ ซึ่งจะเริ่มงอกเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน และจะเริ่มหักหรือหลุดออกเมื่ออายุ 6 ปี ต่อจากนั้นจะมีฟันชุดที่ 2 คือ ฟันแท้ (Permanent Teeth) งอกขึ้นมาแทน ฟันแท้มีทั้งสิ้น 32 ซี่

ฟันแท้แบ่งออกเป็น 4 ชนิดตามลักษณะรูปร่างและหน้าที่คือ


1. ฟันตัด (Incisor) เป็นฟันที่อยู่หน้าสุดของปากมีทั้งหมด 8 ซี่ ข้างล่าง 4 ซี่ ข้างบน 4 ซี่
2. ฟันฉีก (Canine) หรือที่เรียกว่าเขี้ยวช่วยในการฉีกอาหารอยู่ถัดจากฟันตัดเข้าไปมีทั้งหมด 4 ซี่
3. ฟันกรามหน้า (Premolar) เป็นส่วนที่อยู่ถัดเขี้ยวเข้ามาทางด้านในทั้งข้างล่างและข้างบน ช่วยในการบดอาหารให้ละเอียดทั้งหมด 8 ซี่
4. ฟันกรามหลัง (Molar) เป็นส่วนที่อยู่ในสุดมีทั้งหมด 12 ซี่ แต่บางคนอาจมีแค่ 8 ซี่เท่านั้น

ลิ้น


ลิ้น (Tongue) เป็นกล้ามเนื้อซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วในหลายทิศทาง ทำหน้าที่ช่วยในการกลืน ลิ้นทำหน้าที่ในการรับรสอาหาร เพราะที่ลิ้นมีปุ่มรับรส เรียกว่า Taste Bud อยู่ 4 ตำแหน่ง คือ
รสหวาน อยู่บริเวณปลายลิ้น
รสเค็ม อยู่บริเวณปลายลิ้นและข้างลิ้น
รสเปรี้ยวอยู่บริเวณข้างลิ้น
รสขม อยู่บริเวณโคนลิ้น

บริเวณของต่อมรับรสชนิดต่าง ๆ
ต่อมน้ำลาย
ต่อมน้ำลาย (Salivary Gland) เป็นต่อมมีท่อ ทำหน้าที่ผลิตน้ำลาย (Saliva) ต่อมน้ำลายของคน มีอยู่ 3 คู่คือ
1. ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual Gland) 1 คู่
2. ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกรล่าง (Submandibulary Gland) 1 คู่
3. ต่อมน้ำลายข้างกกหู (Parotid Gland) 1 คู่
ต่อมน้ำลายทั้ง 3 คู่นี้ ทำหน้าที่สร้างน้ำลายที่มีน้ำย่อยอะไมเลส ซึ่งเป็นน้ำย่อยสารอาหารจำพวกแป้งอยู่ด้วย

การย่อยในปาก


เริ่มต้นจากการเคี้ยวอาหารโดยการทำงานร่วมกันของ ฟัน ลิ้น และแก้ม ซึ่งถือเป็นการย่อยเชิงกล ทำให้อาหารกลายเป็นชิ้นเล็กๆ มีพื้นที่ผิวสัมผัสกับเอนไซม์ได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันต่อมน้ำลายก็จะหลั่งน้ำลายออกมาช่วยคลุกเคล้าให้อาหารเป็นก้อนลื่นสะดวกต่อการกลืน เอนไซม์ในน้ำลาย คือ ไทยาลิน หรืออะไมเลสจะย่อยแป้งในระยะเวลาสั้นๆ ในขณะที่อยู่ในช่องปากให้กลายเป็นเดกซ์ทริน (Dextrin) ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กกว่าแป้ง แต่ใหญ่กว่าน้ำตาล

คอหอยและการกลืน



1. เพดานอ่อน (Solf Palate) ถูกดันยกขึ้นไปปิดช่องจมูกเพื่อไม่ให้เกิดการสำลักและไม่ให้อาหารเข้าไปในช่องจมูก
2. เส้นเลียง (Vocal Cord) ถูกดึงให้มาชิดกัน และฝาปิดกล่องเสียง (Epiglottis) จะเคลื่อนมาทางข้างหลังปิดหลอดลมเอาไว้ป้องกันไม่ให้อาหารตกเข้าสู่หลอดลม
3. กล่องเสียง (Larynx) ถูกยกขึ้นทำให้รูเปิดช่องคอมีขนาดใหญ่ขึ้น
4. กล้ามเนื้อบริเวณคอหอยหดตัวให้ก้อนอาหาร (Bolus) เคลื่อนลงไปในหลอดอาหารได้โดยไม่พลัดตกลงไปในหลอดลมหรือเคลื่อนขึ้นไปในช่องจมูก

กระเพาะอาหาร


กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อจากหลอดอาหาร อยู่บริเวณด้านบนซ้ายของช่องท้อง ถัดจากกระบังลมลงมา มีความยาวประมาณ 10 นิ้ว กว้าง 5 นิ้ว จึงถือว่าเป็นส่วนของทางเดินอาหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนคือ
1. ส่วนบนสุด หรือส่วนใกล้หัวใจ (Cardiac Region หรือ Cardium) อยู่ต่อจากหลอดอาหาร มีกล้ามเนื้อหูรูด (Cardiac Sphincter)
2. ฟันดัส (Fundus) เป็นส่วนที่ 2 มีลักษณะ เป็นกระพุ้ง
3. ไพโลรัส (Pylorus) เป็นส่วนปลายที่ติดต่อกับลำไส้เล็ก เป็นส่วนที่แคบกว่าส่วนอื่นๆ ตอนปลายของกระเพาะอาหารส่วนนี้มีกล้ามเนื้อหูรูด เรียกว่า ไพโลริด สฟิงก์เตอร์ (Pyloric Sphincter) ป้องกันมิให้อาหารเคลื่อนเลยกระเพาะอาหารขณะย่อย กระเพาะอาหารมีกล้ามเนื้อหนาแข็งแรงมาก และยืดหยุ่นขยายขนาดบรรจุได้ถึง 1000-2000 ลูกบาศก์เซนติเมตร

น้ำย่อยของกระเพาะอาหาร
กระเพาะอาหารจะหลั่งน้ำย่อยออกมาอยู่ภายใต้การควบคุมของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 10 (Vagus Nerve) และฮอร์โมน Gastrin จากกระเพาะอาหารเองมากระตุ้นเอนไซม์จากผนังของกระเพาะอาหารบางชนิด เมื่อสร้างออกมาใหม่ๆ ยังทำหน้าที่ไม่ได้ (Inactive Form) จะต้องถูกกระตุ้นโดยกรดเกลือ (HCl) ในกระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยเปลี่ยนสภาพให้พร้อมที่จะย่อยอาหารได้

การย่อยในกระเพาะอาหาร
อาหารจะถูกคลุกเคล้าอยู่ในกระเพาะด้วยการหดตัว และคลายตัวของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงของกระเพาะ โปรตีนจะถูกย่อยในกระเพาะ โดยน้ำย่อยเพปซิน ซึ่งย่อยพันธะบางชนิดของเพปไทค์เท่านั้น ดังนั้นโปรตีนที่ถูกเพปซินย่อยส่วนใหญ่จึงเป็นพอลิเพปไทค์ที่สั้นลงส่วนเรนนินช่วยเปลี่ยนเคซีน (Casein) ซึ่งเป็นโปรตีนในน้ำนมแล้วรวมกับแคลเซียมทำให้มีลักษณะเป็นลิ่มๆจากนั้นจะถูกเพปซินย่อยต่อไปในกระเพาะอาหาร น้ำย่อยลิเพสไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากมีสภาพเป็นกรด โดยปกติอาหารจะอยู่ในกระเพาะอาหารนาน 30 นาทีถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารนั้นๆ กระเพาะอาหารก็มีการดูดซึมอาหารบางชนิดได้ แต่ปริมาณน้อยมาก เช่น น้ำ แร่ธาตุ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว กระเพาะอาหารดูดซึมแอลกอฮอล์ได้ดี อาหารโปรตีน เช่น เนื้อวัว ย่อยยากกว่าเนื้อปลา ในการปรุงอาหารเพื่อให้ย่อยง่าย อาจใช้การหมักหรือใส่สารบางอย่างลงไปในเนื้อสัตว์เหล่านั้น เช่น ยางมะละกอ หรือสับปะรด

ลำไส้เล็ก

ลำไส้เล็ก (Small Intestine) เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร ต่อมาจากกระเพาะอาหาร มีความยาวประมาณ 7-8 เมตร ผนังด้านในของลำไส้เล็กมีลักษณะเป็นลอนตามขวาง มีส่วนยื่นเล็กๆมากมายเป็นตุ่ม เรียกว่า วิลลัส (Villus พหูพจน์เรียกว่า Villi) เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมสารอาหารที่ย่อยแล้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ


โครงสร้างของลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็กของคนมีลักษณะคล้ายท่อขดไปมาอยู่ในช่องท้องแบ่งเป็น 3 ตอน คือ


ดูโอดีนัม (Duodenum) ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร มีรูปร่างเหมือนตัวยูคลุมอยู่รอบๆบริเวณส่วนหัวของตับอ่อน (Pancreas) ภายในดูโอดีนัมมีต่อมสร้างน้ำย่อยและเป็นตำแหน่งที่ของเหลวจากตับอ่อนและน้ำดีจากตับมาเปิดเข้า จึงเป็นตำแหน่งที่มีการย่อยเกิดขึ้นมากที่สุด

เจจูนัม (Jejunum) ยาวประมาณ 2 ใน 6 ของลำไส้เล็กหรือประมาณ 3-4 เมตร

ไอเลียม (Ileum) เป็นลำไส้เล็กส่วนสุดท้ายปลายสุดของไอเลียมต่อกับลำไส้ใหญ่

บริเวณลำไส้ตอนต้น (Duodenum) จะมีน้ำย่อยจากสามแหล่งมาผสมกับไคม์Chyme = อาหารที่คลุกเคล้ากับน้ำย่อยและถูกย่อยไปบางส่วน มีลักษณะคล้ายซุปข้นๆ) ได้แก่น้ำย่อยจากผนังลำไส้เล็ก (Intestinal Juice)น้ำย่อยจากตับอ่อน (Pancreatic Juice)น้ำดี (Bile) จากตับ (Liver) (ซึ่งนำมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี

น้ำย่อยของลำไส้เล็ก
น้ำย่อยของลำไส้เล็ก (Intestinal Juices) เป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากผนังของลำไส้เล็กเอง ประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิด ดังนี้
ไดเปปดิเดส (Dipeptidase) ย่อยDipeptide ได้ Amino Acid

มอลเทส (Maltase) ย่อย Maltose ได้ Glucose + Glucese
ซูเครส (Sucraes) ย่อย Sucrose ได้Glucose + Fructise
แลกเตส (Lactaes) ย่อย Lactose ได้Glucose + Galactose
ไลเปส (Lipaes) ย่อย Fat ได้Fatty Acid + Glycerol

นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์อีกหลายชนิดที่ช่วยย่อยสลายเปปไตด์ (Peptide)จนได้ Amino Acid เช่น Carboxypeptidase และ Aminopeptidase

การควบคุมการหลั่งน้ำย่อยของลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็ก จะหลั่งน้ำย่อยออกมาอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ (ANS = Automatic Nervous System) ชนิด Parasympathetic Nerve หรือเป็นประสาทสมองคู่ที่ 10 (Vagus Nerve)

น้ำย่อยของตับอ่อน
น้ำย่อยของตับอ่อน (Pancreatic Juice) เป็นเอนไซม์ที่สร้างมาจากตับอ่อน (Pancreas)

การดูดซึมอาหารในลำไส้เล็ก
การดูดซึมอาหาร หมายถึง ขบวนการที่นำอาหารที่ผ่านการย่อยจนได้เป็นสารโมเลกุลเดี่ยว เช่น กลูโคส กรดอะมิโน กรดไขมัน กลีเซอรอล ผ่านผนังทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อนำไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกาย

ลำไส้เล็ก เป็นบริเวณที่ดูดซึมอาหารเกลืบทั้งหมดเพาะเป็นบริเวณที่มีการย่อยอาหารเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และโครงสร้างภายในลำไส้เล็กก็เหมาะแก่การดูดซึม คือ ผนังลำไส้เล็กจะย่อยพับไปมา และมีส่วนยื่นของกลุ่มของเซลล์ที่เรียงตัวเป็นแถวเดียวมีลักษณะคล้ายนิ้วมือ เรียกว่า วิลลัส (Villus) เป็นจำนวนมาก ในแต่ละเซลล์ของวิลลัสยังมีส่วนยื่นของเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปอีกมากมาย เรียกว่า ไมโครวิลลัส (Microvillus) ในคน มีวิลลัสประมาณ 20-40 อันต่อพื้นที่ 1 ตารางมิลลิเมตรหรือประมาณ 5 ล้านอัน ตลอดผนังลำไส้ทั้งหมด

- ทริพซิโนเจน (Trypsinogen) (เมื่อเกิดใหม่ๆ ยังเป็นเอนไซม์ที่ย่อยอาหารไม่ได้ แต่เมื่อผ่านถึงลำไส้เล็กตอนต้น จะเปลี่ยนสภาพเป็น Trypsin โดยอาศัยเอนไซม์ Enterokinase จากผนังลำไส้เล็กช่วย เอนไซม์ Trypsin จะย่อย Protein และ Polypeptide Peptide (Trypsin ย่อยโปรตีนต่อจาก Pepsin ซึ่งหมดหน้าที่เมื่ออาหารมีสภาพเป็นเบส เพราะ Pepsin ทำหน้าที่ได้ดีในสภาวะที่เป็นกรดสูง)
- ไคโมทริพซิน (Chymotrypsin) ย่อย Polypeptide (ต่อจาก Trypsin )
- คาร์บอกซีเปปติเดส (Carboxypeptidase) ย่อย Peptide ได้ Amino Acid

น้ำดี
น้ำดี (Bile) สร้างจากตับ (Liver) แล้วถูกนำไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี (Gall Bladder) ไม่ถือว่าเป็นเอนไซม์ เพราะจะเปลี่ยนสภาพไปจากเดิม เมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลงแล้ว (น้ำดีไม่มีน้ำย่อย) มีส่วนประกอบ 3 ส่วนคือ
- เกลือน้ำดี (Bile Salt) มีหน้าที่ตีให้ไขมัน (Fat) แตกตัวเป็นหยดเล็กๆ ไขมันที่ถูกตีให้แตกตัวเป็นหยดเล็กๆ เรียกว่า อีมัลชั่น (Emulsion) จากนั้นจึงถูก Lipase ย่อยต่อให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล

- รงควัตถุน้ำดี (Bile Pigment) เกิดจากการสลายตัวของฮีโมโกลลิน (Hemoglobin) โดยตับ เป็นแหล่งทำลายและกำจัด Hemoglobin ออกจากเซลล์ เม็ดเลือดแดงที่หมดอายุ โดยเก็บรวมเข้าไว้เป็นรงควัตถุในน้ำดี (Bile Pigment) คือ บิริรูบิน (Bilirubin) จึงทำให้น้ำดีมีสีเหลือหรือเขียวอ่อน และจะถูกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแกมน้ำตาล โดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เกิดเป็นใสในอุจจาระ

- โคเรสเตอรอล (Cholesterol) ถ้ามีมากๆ จะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี เกิดการอุดตันที่ท่อน้ำดี เกิดโรคดีซ่าน (Janudice) มีผลทำให้การย่อยอาหารประเภทไขมันบกพร่อง

ลำไส้ใหญ่


โคลอน (Colon) เป็นส่วนที่ยาวที่สุด แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อย คือ
โคลอนส่วนขึ้น
(AscendingColon) เป็นส่วนของโคลอนที่ยื่นตรงขึ้นไปเป็นแนวตั้งฉากทางด้านขวาของช่องท้อง ยาวประมาณ 20 เซนติเมตรโคลอนส่วนขวาง (Transverse Colon) เป็นส่วนที่วางพาดตามแนวขวางของช่องท้องยาวประมาณ 50 เซนติเมตร
โคลอนส่วนล่าง (Descending Colon) เป็นส่วนที่วิ่งตรงลงมาเป็นแนวตั้งฉากทางด้านซ้ายของช่องท้อง ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร

ไส้ตรง
ไส้ตรง
(Rectum) เป็นส่วนปลายของลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเป็นท่อตรง ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ตรงปลายของไส้ตรงจะเป็น ทวารหนัก (Anus) โดยมีกล้ามเนื้อหูรูด 2 อัน ควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก กล้ามเนื้อหูรูดด้านใน ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ ไม่อยู่ใต้บังคับของจิตใจ ส่วนกล้ามเนื้อหูรูดด้านนอกอยู่ใต้บังคับของจิตใจ และสำคัญมากในการควบคุมการปิดเปิดของทวารหนัก

ทวารหนัก
ทวารหนัก
(Anus) ยาวประมาณ 2.5-3.5 Cm. เป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ ภายในประกอบด้วยกล้ามเนื้อหูรูด 2 แห่ง คือ หูรูดภายใน (Internal Sphincter) และหูรูดภายนอก (External Sphincter)

หน้าที่ของลำไส้ใหญ่
ดูดน้ำ วิตามินและเกลือแร่พวก Na+ และ K+ ออกจากกากอาหารเป็นหน้าที่สำคัญผนังด้านในมีต่อมสร้างน้ำเมือก แต่ไม่มีต่อมสร้างน้ำย่อยอาหารขับถ่ายกากอาหารออกสู่ภายนอก

สำไส้ใหญ่

มีความยาวประมาณ 1.50 เมตร กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
ส่วนที่ 1 ซีกัม (Caecum) เป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ยาวประมาณ 6.3-7.5 เซนติเมตร มีไส้ติ่ง (Appendix) ยื่นออกมาขนาดราวนิ้วก้อย (ยาวประมาณ 3 นิ้ว) เหนือท้องน้อย ทางด้านขวา ไส้ติ่งถือว่าเป็นต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง ในสัตว์กินพืชจะมีขนาดยาว ทำหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหารในคนไม่มีประโยชน์ ถ้าอักเสบต้องรีบผ่าตัดออกโดยเร็ว
หลังจากที่อาหารถูกเคี้ยวและผสมกับน้ำลายจนอ่อนนิ่มแล้วอาหารก็พร้อมที่จะถูกกลืนโดยลิ้นจนดันก้อนอาหาร (Bolus) ไปทางด้านหลังให้ลงสู่ช่องคอ ซึ่งจะมีผลให้เกิดรีเฟล็กซ์ (Reflex)



edit @ 2007/09/26 20:01:22
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:


smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

มาให้กำลังใจหน่อยละกันครับ

บลอกสวยดีนะครับ

ในฐานะเด็กวิทย์ก็รู้สึกดีนะที่มีคนให้ความสำคัญกับวิชาที่เรียน
อย่างชีวะ เนื้อหาก็ละเอียดดี

แต่ว่ารูปไม่ขึ้นนะครับ
เวลาที่เขียนบอกว่าดูรูปนั้นรูปนี้ไม่มีรูปขึ้นทำให้ผู้อ่านงงครับ

ผมว่าวิชาชีวะมันจะสัมพันธ์กับสิ่งใกล้ตัว
ระบบย่อยอาหารก้สัมพันธ์กับการกิน

อย่างฟันเนี่ยก็น่าจะเพิ่มว่ามีกี่ชุด มีโครงสร้างอย่างไร ก็4ชนิดเนอะ
4ชนิดนนี้มันพัฒนาดีในสิ่งมีชีวิตประเภทไหน อะไรประมาณนี้

(พอดีกำลังเรียนเรื่องนี้อยู่เลย)

ก็เนื้อหาถ้าละเอียดกว่านี้หน่อยก็จะดีนะครับ

เอาไปใช้สอบA-NETได้

เป็นกำลังใจให้ครับ
#1  by  [veho---[[as Gaara]] At 2007-09-06 22:33, 
แก้ให้แล้วนะคะ อิอิ
#2  by  1234 (203.113.32.13) At 2007-09-29 10:40, 
big smile open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue question embarrassed surprised smile wink double wink cry
#3  by   (118.174.114.84) At 2008-05-01 17:05, 
#4  by   (125.24.52.47) At 2008-06-28 15:30, 
sad smile sad smile tongue embarrassed
#5  by   (125.24.52.47) At 2008-06-28 15:33, 
#6  by   (118.174.193.162) At 2008-07-04 21:11, 
big smile ดีมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และขอบคุณที่ให้ความรู้ครับ ขอบคุณครับ
surprised smile
#7  by  8090... (117.47.94.27) At 2008-09-02 18:14, 
ไว้จะมาคิดรูปแบบให้นะคับ -- --
#8  by  [ พี โพ แคน ] At 2008-09-07 22:51, 
#9  by   (118.173.240.158) At 2008-09-11 19:15, 
ขอยืมเนื้อหาไปสอนเด็กๆๆหน่อยนะค่ะ
#10  by   (58.8.108.100) At 2008-09-28 19:42, 
ขอบคุสำหรับข้อมูลนะคับ
big smile big smile big smile big smile
#11  by   (118.173.219.89) At 2008-10-08 00:03, 
ขอบคุณมากเลยครับ ผมขอเอาเนื้อหาไปประกอบรายงานผมนะครับbig smile
#12  by  Korasit T. (58.136.52.70) At 2008-10-09 14:11, 
เป็นข้อมูลที่มากๆค่ะ
ขอขอบคุณนะคะopen-mounthed smile
#13  by   (222.123.61.223) At 2008-12-06 09:47, 
ขอนำไปใช้ประกอบการสอนเด็กป 6 น่ะค่ะ
แล้วจะขึ้น credit ให้ ค่ะ
ขอบคุณล่วงหน้าน่ะค่ะ
#14  by  คุณครูเด็กป6 (58.9.35.220) At 2008-12-06 09:50, 
#15  by   (202.28.51.71) At 2008-12-08 11:24, 
เนื้อหาดีนะครับ

แต่คำตอบที่อ.ต้องการไม่มีอ่ะครับ

แต่ก็ไม่เป็นไร เป็นกำลังใจให้พี่ให้คับ อิอิ
#16  by  ไอซ์ พิบูลวิทยาลัย (117.47.115.92) At 2008-12-16 17:26, 
ขอบคุณสำหรับความพยายามในการหาข้อมูลมานำเสนอครอบคลุมเนื้อหาดีครับopen-mounthed smile
#17  by  Rabbit (118.175.236.35) At 2008-12-30 14:43, 
ขอบคุณมาก ๆ นะคะสำหรับข้อมูล
#18  by   (118.172.196.15) At 2009-01-15 18:08, 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ อย่างนี้ค่ะ ^^
#19  by  หวาย (125.27.123.157) At 2009-01-20 19:20, 
#20  by   (202.129.52.103) At 2009-02-02 12:52, 
ขอบคุณค่ะ ที่เผยแพร่ความรู้ดีๆ ขอให้เจริญๆค่ะbig smile open-mounthed smile
#21  by   (124.121.238.229) At 2009-02-10 16:33, 
ขอเป็นกำลังใจให้ในการทำสื่อที่ดี มีความรู้มานำเสนอให้สำหรับคนที่สนใจในชีววิทยา เป็นประโยชน์มากๆ
#22  by  no name (58.9.123.192) At 2009-03-09 11:48, 
ดีwink sad smile open-mounthed smile big smile
#23  by  55 (222.123.71.143) At 2009-03-30 18:05, 
ขอคุณสำหรับข้อมูล มากๆนะคะ
#24  by  วันเพ็ญ รักยา (113.53.61.214) At 2009-03-31 20:32, 
ขอคุณสำหรับข้อมูล มากๆนะคะ
#25  by  phen (113.53.61.214) At 2009-03-31 20:33, 
ขอบคุนมากค่า^^
#26  by  fotty (125.24.6.55) At 2009-03-31 23:35, 
รูปสวย
#27  by  5555+ (58.9.161.193) At 2009-05-17 18:07, 
ขอบคุณที่ให้ข้อมูลquestion
#28  by  ดาว (203.172.207.159) At 2009-05-22 15:38, 
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีมากๆๆละเอียดมาก
#29  by   (118.172.156.170) At 2009-05-24 11:47, 
cry embarrassed tongue
#30  by   (58.8.225.66) At 2009-05-27 19:48, 
#31  by   (58.8.225.66) At 2009-05-27 19:48, 
ขอบคุณมากครับสำหรับเนื้อหาดีๆ
ผมขอนำไปประกอบรายงานวิชาสุขศึกษานะ ^^
#32  by  EvendO (125.25.143.137) At 2009-05-30 11:12, 
น่ารักเนาะbig smile
#33  by  ..... (203.113.115.26) At 2009-06-01 13:35, 
ขอข้อมูลบ้างนะคะขอบคุงมากกกข๊ะ
#34  by   (222.123.162.124) At 2009-06-01 19:32, 
รักคนตัวนอ
#35  by  น้ำ (112.142.61.178) At 2009-06-05 14:01, 
รักคนตัวนอ
คนรักนิว
#36  by  น้ำ (112.142.61.178) At 2009-06-05 14:03, 
ขอบคุณมากค่ะ ที่ให้ภาพที่สวยงามและให้ความรู้
#37  by  skoopy (161.200.255.162) At 2009-06-21 05:50, 
ขอบคุณค่ะสำหรับข้อมูล
#38  by   (125.24.151.144) At 2009-06-24 16:33, 
รายละเอียด ดีมากๆเลยค่ะ

ได้ความรู้เยอะเลย

ขอบคุณค่ะ
#39  by  ส้ม (202.149.25.197) At 2009-06-27 21:40, 
tongue question sad smile
#40  by  แพรว (202.149.25.236) At 2009-06-28 19:39, 
#41  by   (118.172.106.153) At 2009-06-29 16:46, 
double wink sad smile
#42  by  sureerat (112.143.7.49) At 2009-07-02 21:52, 
#43  by   (202.62.103.41) At 2009-07-20 12:26, 
ขอบคุณมากๆเลย

เป็นประโยชน์มาก เราขอนำข้อมูลเรื่องนี้ไปทำรายงานน่ะ :]
#44  by  นพดลคนเดิม' (124.122.245.16) At 2009-07-23 18:57, 
big smile ขอบคุณมากๆเลยนะค่ะกำลังหาเนื้อหาทำรายงานอยู่โชคดีหาพบของพี่ ขอบคุณหลายๆเด้อwink
#45  by  จอย (203.170.151.70) At 2009-08-01 22:19, 
เนื้อหาดีค่ะ
big smile
#46  by   (115.67.74.145) At 2009-08-04 17:36, 
กอบกุน กะ ก่ะ
#47  by  เม็ดขนุน (125.24.37.90) At 2009-08-05 21:22, 
เยี่ยมมากๆครับ ชัดเจน เข้าใจง่ายopen-mounthed smile
#48  by  Mr.T (203.146.12.202) At 2009-08-11 14:42, 
ขอบคุณครับbig smile
#49  by  เสี่ยวต๊ะ (112.142.172.184) At 2009-09-07 19:23, 
ขอบคุณนะคะที่ให้ความรู้
#50  by  ดา (61.90.90.25) At 2009-11-15 14:21, 

<< Home